พันธกิจมานาประจำวัน

Thai ODB
  1. ขายหน้า
    วันที่ผมขายหน้าที่สุดคือวันที่ผมต้องพูดต่อหน้าคณาจารย์ นักศึกษา และผู้มาร่วมงานครบรอบ 50 ปีของโรงเรียนพระคริสตธรรม ผมเดินไปที่ธรรมมาสพร้อมกับต้นฉบับร่างคำแถลงในมือและกวาดตามองไปยังที่ประชุมซึ่งแน่นขนัด แต่สายตาของผมไปหยุดที่คณาจารย์ที่นั่งอยู่แถวหน้า ในชุดเสื้อครุยกับใบหน้าอันเคร่งเครียด ผมสติหลุดในทันที ริมฝีปากแห้งผากและไม่ทำตามที่สมองสั่งการ ผมเริ่มประโยคแรกแบบตะกุกตะกักและพูดในสิ่งที่ไม่ได้เตรียมมา จากนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดถึงไหน จึงได้แต่พลิกหน้ากระดาษคำร่างกลับไปกลับมา ในขณะที่พูดเรื่องไม่เป็นสาระที่ทำให้ทุกคนงงงวย ในที่สุดผมก็พูดจนจบ ผมค่อยๆเดินกลับไปนั่ง ตาจ้องดูที่พื้น ผมรู้สึกอยากตาย อย่างไรก็ตาม ผมเรียนรู้ว่าความรู้สึกอับอายนี้มีข้อดีถ้าหากมันนำไปสู่ความถ่อมใจ เพราะความถ่อมใจนี้เป็นกุญแจที่เปิดหัวใจของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ทรงประทานพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม” (ยก.4:6) พระองค์ทรงเทพระคุณแก่ผู้ที่ถ่อมใจ พระเจ้าตรัสว่า “แต่นี่ต่างหากที่เราจะมอง คือเขาผู้ที่ถ่อมและสำนึกผิดในใจ และตัวสั่นเพราะคำของเรา” (อสย.66:2) เมื่อเราถ่อมใจลงต่อพระเจ้า พระองค์จะยกชูเราขึ้น (ยก.4:10) ความขายหน้าและความอับอายสามารถนำเรามาหาพระเจ้าเพื่อเราจะรับการแก้ไข เมื่อเราล้มลง เราก็ล้มอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
  2. มองไปด้านบน
    เมื่อไวลี่ย์ โอเวอร์สตรีท ผู้ผลิตภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดสดภาพของดวงจันทร์ที่มองผ่านกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง ผู้ชมพากันตะลึงกับภาพที่เห็นในระยะใกล้นั้น ไวลี่ย์อธิบายว่า การได้เห็นภาพที่งดงาม “ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรามาก” ดาวิดผู้เขียนสดุดีก็อัศจรรย์ใจกับแสงสวรรค์ของพระเจ้าเช่นกัน “เมื่อข้าพระองค์มองดูฟ้าสวรรค์อันเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ดวงจันทร์และดวงดาวซึ่งพระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้ มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเขา” (สดด.8:3-4) คำถามที่ถ่อมใจของดาวิดใส่มุมมองแห่งความยำเกรงให้กับเรา เมื่อได้รู้ว่าหลังจากที่พระเจ้าทรงสร้างสวรรค์และโลกใหม่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์อีกต่อไป อัครทูตยอห์นบอกว่า พระสง่าราศีของพระเจ้าจะเป็นแสงส่องสว่างให้เรา “นครนั้นไม่ต้องการแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพราะว่าพระสิริของพระเจ้าเป็นแสงสว่างของนครนั้น และพระเมษโปดกทรงเป็นดวงประทีปของนครนั้น… และจะไม่มีเวลากลางคืนในนครนั้นเลย” (วว.21:23-25) ช่างเป็นความคิดที่อัศจรรย์ และเราสามารถมีประสบการณ์กับแสงสว่างแห่งสวรรค์ได้ในเวลานี้ ด้วยการแสวงหาพระคริสต์ผู้เป็นความสว่างของโลก ตามที่ไวลี่ย์ได้แนะนำว่า “เราควรมองไปด้านบนให้บ่อยขึ้น” เพื่อเราจะเห็นพระเจ้า PR
  3. แยกกันอย่างกลมเกลียว
    การที่อัลวินถูกมอบหมายให้ทำโครงงานร่วมกับทิมเพื่อนร่วมงาน ทำให้เขารู้สึกลำบากใจมาก เขาและทิมมีแนวคิดที่แตกต่างกันมาก แม้จะเคารพในความคิดของกันและกัน แต่วิธีการของทั้งสองแตกต่างกันจนยากที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น ทั้งสองคนตกลงที่จะคุยเรื่องความต่างนี้กับหัวหน้าผู้ซึ่งให้ทั้งสองแยกทีมกัน การตัดสินใจนี้ส่งผลดี สิ่งที่อัลวินได้เรียนรู้ในวันนั้นคือ การเป็นหนึ่งเดียวกันไม่จำเป็นต้องทำอะไรด้วยกันเสมอไป อับราฮัมตระหนักถึงความจริงข้อนี้เมื่อท่านบอกกับโลทให้แยกทางกันที่เบธเอล (ปฐก.13:5-9) เมื่อเห็นว่ามีพื้นที่ไม่พอสำหรับฝูงสัตว์ของพวกเขาอับราฮัมจึงบอกอย่างชาญฉลาดให้แยกทางกัน แต่ก่อนอื่น ท่านได้ย้ำว่าพวกเขาเป็น “ญาติสนิท” กัน (ข้อ 8) เพื่อเตือนโลทถึงความสัมพันธ์ แล้วด้วยความถ่อมใจอย่างที่สุดท่านจึงให้หลานเป็นคนเลือกก่อน (ข้อ 9) แม้อับราฮัมจะมีอาวุโสกว่าก็ตาม เหมือนกับที่ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งอธิบายไว้ว่า “แยกกันอย่างกลมเกลียว” พระเจ้าทรงสร้างเราแต่ละคนมาอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางครั้งเราทำงานได้ดีกว่าเมื่อต้องแยกกันทำเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในความแตกต่าง ขอให้เราไม่ลืมว่าเรายังเป็นพี่น้องกันในครอบครัวของพระเจ้า เราอาจใช้วิธีที่แตกต่างแต่เรายังคงเป็นหนึ่งเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
  4. ขบวนแห่งสีสัน
    หลายสิบปีที่ผ่านมา ลอนดอนเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความหลากหลายในเชื้อชาติวัฒนธรรมที่สุด ในปี 1933 นักข่าวเกลน โรเบิร์ต เขียนถึงเมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่นี้ว่า “ผมคิดว่าการมีผู้คนหลายเชื้อชาติภาษาเป็นข้อดีที่สุดของลอนดอน” “ความหลากหลาย” นั้นยังพบเห็นได้ในทุกวันนี้ด้วยการผสมผสานกันของกลิ่น เสียง และรูปลักษณ์ของชุมชนจากทั่วโลก ความหลากหลายอันงดงามเป็นเสน่ห์อันน่าดึงดูดของเมืองที่ยิ่งใหญ่นี้ เช่นเดียวกับเมืองทั่วไปที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ลอนดอนเองก็มีปัญหา การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งปัญหา วัฒนธรรมบางครั้งก็ขัดแย้งกัน และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีเมืองใดที่มนุษย์สร้างขึ้นจะเปรียบได้กับบ้านอันเป็นนิรันดร์ของเรา ตอนที่อัครทูตยอห์นถูกนำไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้านั้น ความหลากหลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการนมัสการบนสวรรค์ ดังผู้ที่ทรงไถ่ไว้แล้วร้องว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้ที่สมควรจะทรงรับม้วนหนังสือ และแกะตราม้วนหนังสือนั้นออก เพราะว่าพระองค์ทรงถูกปลงพระชนม์แล้ว และด้วยพระโลหิตของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงไถ่คนทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกชาติและทุกประเทศเพื่อถวายแด่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงโปรดให้เขาเป็นราชอาณาจักร และเป็นปุโรหิตของพระเจ้าของเรา และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก” (วว.5:9-10) ลองนึกภาพของสวรรค์ว่า ชนทุกชาติในโลกกำลังเฉลิมฉลองความมหัศจรรย์ที่ทุกคนได้เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ร่วมกัน ในฐานะผู้เชื่อในพระเยซู ให้เราเฉลิมฉลองความหลากหลายนี้ในวันนี้
  5. อย่าเป็นนักฉวยโอกาส
    นักโทษหลายคนกำลังทำงานเก็บขยะข้างทางเพื่อลดหย่อนโทษ ในตอนที่เจมส์ผู้คุมได้ล้มลงหมดสติ พวกเขารีบเข้าไปช่วยและพบว่าผู้คุมเขาอยู่ในภาวะวิกฤติ นักโทษคนหนึ่งใช้โทรศัพท์ของเจมส์ติดต่อขอความช่วยเหลือ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอบคุณนักโทษเหล่านั้นที่ไม่ทอดทิ้งผู้คุมซึ่งกำลังอยู่ในอันตรายจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และไม่ฉวยโอกาสหลบหนี การทำดีของนักโทษเหล่านั้นไม่ต่างกับสิ่งที่เปาโลและสิลาสทำในขณะถูกจองจำ หลังจากที่โดนกระชากเสื้อผ้าออก ถูกทุบตีและจำไว้ในคุก ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงจนทำให้เครื่องจำจองหลุดและประตูคุกเปิดออก (กจ.16:23-26) เมื่อผู้คุมตื่นขึ้น เขาคิดว่านักโทษคงหนีไปแล้วจึงคิดจะฆ่าตัวตาย (เพื่อไม่ต้องรับโทษที่ปล่อยให้นักโทษหลบหนี) เมื่อเปาโลตะโกนบอกว่า “เราทุกคนยังอยู่” (ข้อ 28) ผู้คุมจึงซาบซึ้งใจกับการกระทำของพวกเขา ที่ทำตัวไม่เหมือนนักโทษ จนทำให้เขาอยากรู้จักพระเจ้าที่คนเหล่านี้นมัสการ และในที่สุดได้เชื่อในพระองค์ด้วย (ข้อ 29-34) วิธีที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะเผยให้เห็นถึงสิ่งที่เราเชื่อและให้คุณค่า เมื่อเราเลือกทำการดีแทนการร้าย การกระทำของเราอาจทำให้คนอื่นอยากรู้จักกับพระเจ้าที่เรารักและรู้จัก

อ่านมานาประจำวัน

อ่านมานาประจำวัน

คริสตจักรพระสัญญา 318 ถ.สุขุมวิท (ไปชลบุรี สายเก่า) ต.ปากน้ำ  .สมุทรปราการ 10270 
โทรศัพท์ :(+66) 02 702 7636    

Go to top